ลลิตา ฉันทศาสตร์โกศล : ปริมาณมาก ทำให้คุณภาพหายไป กลายเป็นอุตสาหกรรม
 
          ลลิตา ฉันทศาสตร์โกศล ชื่อนี้คนในแวดวงละครรู้จักกันดี ในฐานะนักเขียนบทละครโทรทัศน์ตัวยง
ที่มีผลงานอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย อาทิ "สิ้นสวาท" จากนั้นก็ยึดงานเขียนบทมาเรื่อย คือ "ก้านกฤษณา", "ขอให้รักเรานั้นนิรันดร", "มณีหยาดฟ้า", "รุ้งสามสาย", "สายรุ้ง", "ยอดชีวัน" "สามี", "สามีตีตรา", "ปัญญาชนก้นครัว", "ทางผ่านกามเทพ", "สี่ไม้คาน", "เลื่อมสลับลาย", "ประกาศิตเงินตรา", "เกิดแต่ชาติปางไหน", "ปลาร้าทรงเครื่อง", "ช็อปปิ้งปิ๊งรัก", "แม่คุณทูนหัว", "สายใยรัก" ฯลฯ
 
          ด้วยความที่คุณพ่อ (พันเอก พยุง ฉันทศาสตร์โกศล) เป็นเจ้าของรัชฟิล์มทีวี ผลิตละครและรายการที่โด่งดังให้กับช่อง 5 ในยุคนั้นคือ "มาตามนัด" "น่ารักน่าลุ้น" ฯลฯ จึงทำให้เธอก้าวเข้าสู่แวดวงบันเทิง เพื่อมาช่วยงานคุณพ่อ โดยเริ่มต้นจากการเขียนบทละคร, เป็นผู้จัดละคร, ผู้กำกับละคร ก่อนจะมายึดงานเขียนบทอย่างถาวร งานเขียนของลลิตาค่อนข้างหลากหลาย ส่วนหนึ่งมาจากการเขียนบทเป็นทีม ผิดกับนักเขียนบทคนอื่นที่ส่วนใหญ่จะเขียนแบบเดี่ยวๆ เนื่องจากไม่อยากมีปัญหาในเรื่องการทำงานและการจัดสรรเรื่องรายได้ แต่การทำงานแบบเป็นทีมของลลิตา นอกจากจะไม่เคยมีปัญหาแล้ว ยังช่วยสร้างนักเขียนหน้าใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น...
 
          "เพราะเราเริ่มงานเขียนบทจากเป็นทีม ทำให้ติดกับการทำงานเป็นทีม และตอนนั้นไม่ค่อยมีใครทำเป็นทีม เขาจะเขียนบทแบบเดี่ยวๆ แต่การทำงานเป็นทีมของพี่จะไม่มีปัญหา แต่ของคนอื่นจะมีปัญหา คนนี้เขียนมากคนนั้นเขียนน้อย แล้วจะแบ่งเงินกันยังไง แต่พี่ทำแบบนี้พี่คุ้นเคยและเหมือนเราได้ไอเดียใหม่ๆ มาตลอด เราก็ชอบที่ได้ไอเดียคนเยอะๆ มารวมกัน"
 
           การเขียนบทเป็นทีมมีการจัดการยังไงถึงไม่มีปัญหา
 
           "เพราะพี่ไม่ได้เอาคนที่เก่งมาเขียน แต่พี่เอาลูกศิษย์มาเขียน พี่จะเปิดคอร์สสอนเขียนบท สองสามคอร์ส พอเด็กเดิมจากไปรับงานเอง พี่รับเด็กใหม่โดยเอาลูกศิษย์มาฝึกต่อมาลองเขียนเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเราเป็นครู เขาเป็นลูกศิษย์จะมามีปัญหาอะไรล่ะ เขาก็ต้องเชื่อเรา ส่วนการทำงานของพี่ เราจะทำทรีตเมนต์ด้วยกัน เลือกโครงเรื่องด้วยกัน ลำดับฉากด้วยกัน แบ่งกันไปเขียน พอเขียนเสร็จเอามา พี่เป็นคนแก้คนสุดท้าย เลยทำให้เขียนงานได้เยอะ แต่เขียนคนเดียวรับงานได้น้อย เพราะต้องการสมาธิของตัวเองที่จะอยู่กับงาน แต่ในระบบอุตสาหกรรมเช่นนี้ เขียนเป็นทีมรับงานได้เยอะกว่า เหมือนมีคนมาช่วยคิดเยอะขึ้น และเป็นการกระจายได้ด้วย คือเราไม่ได้เงินคนเดียวไง แล้วมีคนที่อยากเขียนเยอะแยะ เราก็แชร์ให้คนอื่นเขียนบ้าง และเขาก็มีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัวเขาด้วย เราจะมารวยอยู่คนเดียวได้ยังไง แล้วงานก็เยอะก็ตายพอดี แล้วระบบทีมช่วยให้เกิดนักเขียนเยอะนะ พอเขียนเป็นทีม เด็กที่อยู่ในทีมสักวันก็ต้องเก่ง อย่างของพี่ก็มี "บ๊วย" นันทวัน รุ่งเรืองพาณิชย์"
 
            ถึงจะเขียนบทมืออาชีพแต่ก็ยังถูกแก้งาน
 
            "ก็ไม่รู้จะแก้อะไรกันหนักกันหนา ใครว่าเขียนบทแล้วไม่โดนแก้ ไม่ว่าคุณจะแก่ ยังไงคุณก็โดนแก้ เพราะไม่ขาย อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้มีเยอะแยะ ดาราอยากให้เป็นอย่างนี้ อยากให้ตัวนี้มาเล่น ปรับบทให้หน่อยได้มั้ย ก็มีปัจจัยเยอะแต่ไม่เป็นไร เราเขียนมานาน เราก็โดนแก้อยู่แล้ว"
 
            รู้สึกอะไรมั้ย
 
            "จะรู้สึกเวลาให้แก้อะไรแปลกๆ เช่น ฉันอยากไปเที่ยว ฉันอยากไปที่นี่ คุณช่วยไปให้หน่อย โดยที่เรื่องก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย แต่ฉันไปให้ก็ได้ เราก็ต้องหาทางไปให้ได้"
 
            แสดงว่าเขาให้แก้อะไรก็ต้องแก้ตามเขาโดยไม่มีจุดยืน
 
            "ไม่ จุดยืนคือสิ่งที่เราเชื่อ คือสิ่งที่เราทำมาแล้ว เราคิดว่ามีเหตุผลเราก็อธิบายให้เขาฟังได้แล้วเขาเชื่อก็มองในทางเดียวกัน แต่สุดท้ายมองคนละทางเขาก็ต้องไปปรับเอาทางเขา เพราะหน้าของละครเป็นหน้าละครของผู้จัดฯ บางคนถึงได้หาคนแก้ไปแล้ว 10 กว่าคน จนกว่าจะชอบ ซึ่งเราจะไปว่าเขาไม่ได้ เพราะนี่คืองานของเขา เขียนบทไม่ใช่งานวรรณกรรมนะ ไม่ใช่นิยายที่แตะต้องไม่ได้ จะเห็นได้ว่าบทใช้แล้วทิ้ง พอเอามาทำใหม่ก็ต้องเขียนใหม่ เพราะไม่เข้ายุคไม่เข้าสมัย ต้องปรับอะไรเยอะแยะซึ่งเราต้องทำใจ คือเราต้องเข้าใจการที่ผู้จัดจะเอานิยายเรื่องนี้มาทำเป็นละคร หรือมีพล็อตอยู่เรื่องหนึ่งเขาต้องมีภาพของเขาอยู่แล้ว ว่าเขาจะทำเรื่องนี้แบบไหน อยากให้เป็นอารมณ์อะไร หรืออยากเอาใครมาเล่น ซึ่งมันอาจไม่เข้าพวกกันก็ได้ แต่เขาเห็นภาพของเขาว่าอยากได้อย่างนี้ ส่วนเราก่อนรับงานถ้าเราไม่เชื่อตามเขา ไม่เห็นตามเขา ยังไงก็ไม่ได้ ก็อย่ารับสิ แต่ถ้าเรารับไปแล้วและเข้าใจว่าเขาจะเอาอะไรเราก็พยายามทำให้โดยที่ไม่ทุเรศมากไปนัก แล้วเราก็เชื่อด้วย เราก็หาเหตุผลให้เชื่อได้ ไม่ใช่เอาตามเขาไปทุกอย่างเหมือนประชด อย่างที่พี่บอก เขาจะไปเมืองนอกเราก็หาเหตุผลไปได้โดยให้เข้ากับเรื่องไม่ผิดแผกแตกไป"
 
            มีมั้ยที่ต่างคนต่างไม่ยอมกัน
 
            "ก็มี ก็เถียงกันสุดชีวิตจนวินาทีสุดท้าย เขาก็เอาไปแก้เป็นของเขาจนได้ ซึ่งบางคนแก้จนแบบ...เอากลับมาให้เราแก้ใหม่ เราก็บอกยากจะเยียวรักษา เราก็ไม่ไหวแล้วก็มี แต่ในตัวบทเองไม่มีหรอกไม่ค่อยมีใครเอาไปเขียนใหม่จนเลอะเทอะ เพราะว่าการทำงานของพี่ในการเขียนบทพี่สุดจะคุยกับเขาแล้ว พี่เป็นคนชอบคุยกับผู้จัดฯ และผู้กำกับฯ ถ้ายิ่งทำงานกันมานานเราจะรู้ว่าผู้จัดฯ คนนี้แนวไหนชอบอะไร ผู้กำกับฯ คนนี้แนวไหนชอบมุกอะไร เราก็จะเขียนตามที่เขาชอบตามที่เขาอยากได้ สุดท้ายเลยไม่ค่อยผิดแผน นอกจากเขาจะไปเห็นอะไรที่เราไม่เห็นจริงๆ เราก็จะแล้วแต่เขา"
 
            เงื่อนไขในการทำงาน
 
            "พี่จะขอแก้เอง เอาบทของพี่ไปถ้าไม่ชอบตรงไหนบอกมาเดี๋ยวแก้ให้ อย่าเอาไปยำเองเพราะพอยำไปแล้วมันเพี้ยนมันกลับมาไม่ได้ เราก็ช่วยเขารับผิดชอบไม่ได้ไง และพอพี่พูดอย่างนี้แล้วก็มีหลายเรื่องที่เขาไม่ชอบบทของพี่จริงๆ ก็จะไปเปลี่ยนคนเขียนเลย แต่เขาจะมาบอกเราก่อนว่าขอแค่นี้นะเดี๋ยวเขาเอาไปให้คนใหม่เขียนก็จบ เราก็เอาชื่อของเราออกเลยให้ใช้ชื่อของคนใหม่ไปเลยก็ไม่โกรธกัน"
 
            ปริมาณละครมากทำให้คุณภาพหายไป
 
            "ก็แน่นอนเพราะมันรีบ ปัจจุบันต้องยอมรับว่าละครมันเยอะมาก เช้า สาย บ่าย ค่ำ งานของนักเขียนแต่ละคนก็เยอะ ฉะนั้นการประณีตความบรรจงเหมือนก่อนไม่ค่อยมีหรอก เราก็ต้องทำงานให้เสร็จ เดี๋ยวอันนี้ออกเอาอันนั้นสลับกันไป เขียนได้ 2 ตอนจะออกอากาศแล้วหรือ มันก็ต้องดีที่สุดเท่าที่มีเวลา แต่จะถามว่ามันดีกว่านี้ได้มั้ย ได้ถ้าให้เวลาฉันมากกว่านี้ ไม่ต้องคนเขียนบทหรอก คนเล่นก็เหมือนกัน บางทีก็ได้บทละครมาเป็นแผ่นๆ แล้วเขาจะรู้มั้ยว่าต้นสายปลายเหตุเขามาจากไหนจะไปไหนก็เล่นไปตามนั้น มันก็ไม่มีคุณภาพไปหมดอยู่แล้ว เพราะละครตอนนี้มันกลายเป็นอุตสาหกรรมไปแล้ว เพราะผลิตทีละมากๆ อะไรที่ผลิตทีละมากๆ ก็เป็นอุตสาหกรรมทั้งนั้นแหละ แล้วการอุตสาหกรรมก็ต้องแข่งขัน ต้นทุนต้องถูกกำไรต้องเยอะถูกมั้ย ตอนแรกเราเป็นผู้จัดละครต้องดีต้องได้รางวัล แต่พอเรามาทำเป็นบริษัทแล้วเราจะทำละครปีละเรื่องได้มั้ย ก็ไม่ได้ ต้องทำปีละสามเรื่องเพื่อเลี้ยงลูกน้อง เขาอนุมัติอะไรมาให้ทำ ชอบไม่ชอบก็ต้องทำ คนเราก็เปลี่ยนไปตามระบบนี้ที่ต้องทำ ดาราคนไหนฉันไม่ชอบ แต่เขายัดมาฉันก็ต้องให้เล่น มันไม่มีอะไรที่เราได้ดั่งใจทุกอย่างถ้าเราเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมนี้นะ"
 
            บทที่ดีกับบทที่แย่
 
            "บทที่ดีแน่นอนต้องสนุก ความสนุกต้องมาก่อนเลย ถ้าไม่สนุกเราจะไม่ดู แล้วจะไม่รู้ว่ามันดีหรือเปล่า บทที่ดีต้องสนุกและน่าติดตาม ความน่าติดตามของมันต้องมีครบองค์ประกอบของการละคร มีความเข้มข้นทางการละคร มีแก่นชัดเจน ตัวละครมีมิติ มีสถานการณ์เชื่อถือได้ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ได้เฉียบคม เหมือนเวลาเราดู เราพบแง่มุมบางอันที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจและเอาไปปรับเปลี่ยนใช้ได้ ไม่ใช่ละครนอกโลกที่ฉายไปแล้วเปลืองไฟฟ้ามาใช้กับอะไรไม่ได้เลย ส่วนบทที่แย่คือบทที่ไม่สนุก ตัวเองก็เคยเขียนบทแบบนี้ จะบอกบทฉันดีเลิศประเสริฐยังไงก็ตาม แต่ดูสองซีนแล้วไม่อยากดูต่อคือบทที่ไม่ดี ไม่มีองค์ประกอบทางการละครที่ครบเพียงพอ ถ้ามีครบมันจะสนุก"
 
            มุมมองที่มีต่อวงการเขียนบท
 
            "มองเป็นอุตสาหกรรมชนิดหนึ่ง แล้วอุตสาหกรรมมันก็มีเงื่อนไขของมันอยู่ เช่นต้องทำตามใบสั่ง ต้องทำเร็วต้องทำถูกๆ ดีๆ และทำเยอะๆ แล้วสินค้าที่เป็นแมสก็จะไม่เหมือนสินค้าเฉพาะทาง หรือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย การทำละครให้เป็นแมสมีหลายอย่างเลยที่เราต้องเรียนรู้ เพราะแมสมันเปลี่ยนไปตลอดเวลา รสนิยมมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วฐานเดิมฐานที่กว้างที่สุดที่เราต้องทำให้ได้ แล้วตอนนี้เราดันมาอยู่ช่อง 7 ซึ่งเขาต้องรักษาฐานที่กว้างที่สุดเอาไว้ บางทีเราอยากทำละครที่ฉีกไปจากนี้แล้ว เพราะปัญหาของพี่คือ พี่แก่เกินไปจะทำอะไรอย่างนี้แล้ว พี่เห็นโลกในอีกมุม เหมือนเราอยากฉีกไป เพราะเบสิคเราได้หมดแล้ว พื้นฐานเรารู้หมดแล้ว สมมติพี่อยากทำละครแบบญี่ปุ่นที่มีคนเล่นสองสามคน เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของแม่กับลูกสองคน แบบนี้คือเจ๊ง คือแค่คิดก็เจ๊งแล้วในการเป็นช่อง 7 มันเจ๊งแน่ๆ แค่คิดก็ไม่ผ่านแล้ว เพราะฉะนั้นชาตินี้ก็ไม่ได้ทำ ถ้าเรายังอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ อันนี้คือความอึดอัด ถ้าเราไม่มีภาระเรื่องเงินทองที่ต้องหา ครอบครัวที่ต้องเลี้ยง ก็อาจจะไปทำอย่างอื่นแล้ว ไปหาแนวทางที่เราจะทำงานที่เราอยากทำ ก็คงรอไปก่อน แต่ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไร เราไปทำอย่างอื่นก็ได้ อย่างตอนนี้อยากจะรวบรวมเรื่องที่เราพล็อตมาทำเป็นนิยาย ทำจากบทให้เป็นนิยายดีๆ ให้มันอยู่ในตลาด ให้มีตัวตนอยู่ในตลาด เพราะกว่าเราจะคิดมาได้แต่ละเรื่องยากเหมือนกันนะ แล้วบางเรื่องเข้าท่าทีเดียว คิดได้ยังไงเนี่ย มันน่าจะได้มาทำใหม่นะ ต่อไปภายภาคหน้าเกิดเราไม่ได้ทำละครแล้ว เราก็มีสิทธิ์ขายเรื่องให้คนอื่นทำได้ แต่ขอให้มันมีปรากฏอยู่ในตลาด"
 
            พอใจในอาชีพที่อยากเป็น
 
            "นี่คือสิ่งที่พี่อยากเป็นแต่เด็กแล้ว อยากอยู่เบื้องหลัง อยากเป็นคนเขียนบท อยากเป็นผู้กำกับฯ เพราะเรามีเรื่องเยอะ เรามีของเยอะ เราชอบดูละคร เพราะฉะนั้นเรามีความรู้สึกอยากเขียนให้ดาราที่เราชื่นชอบมาเล่นบทที่เราเขียน เพราะเราเป็นคนบ้าดารามาตั้งแต่เด็ก เราอยากให้ "เวียร์" ศุกลวัฒน์ คณารศ เล่นแบบนี้ เราก็เขียนแล้วเขาก็เล่นได้ เราก็ชอบดูแล้วมีความสุข เออ...พิ้งค์กี้ สาวิกา เล่นได้น่ารัก หรืออย่าง แอน ทองประสม ก็สุดยอด เพราะเวลาเราเขียนบท เราจะดูว่าเขาเข้าใจบทที่เราเขียนแค่ไหน แอนตี้หมดเลย สมมติบทเรามีแง่มุมอะไรต่างๆ แอนเล่นทุกแง่ครบไม่มีอะไรขาดเลย คือเราอยากให้ตัวละรู้สึกแบบนี้ พูดแบบนี้ บางทีคนอื่นอาจจะเล่นไม่ครบ แต่แอนเล่นครบหมดเลย"